สิวเม็ดข้าวสารเป็นปัญหาผิวที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงแล้วเป็นถุงซีสต์ขนาดเล็กที่อัดแน่นด้วยโปรตีนเคราติน แต่เราก็เรียกกันชินปากไปว่าสิว แม้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรืออาการเจ็บปวด แต่สิวเม็ดข้าวสารอาจส่งผลต่อความมั่นใจ เนื่องจากทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียน และไม่สามารถบีบหรือกดออกเองได้ง่ายเหมือนสิวทั่วไป บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักกับสิวข้าวสาร สาเหตุการเกิด วิธีรักษา และป้องกันอย่างถูกวิธี
Table of Contents
สิวข้าวสาร (Milia) คืออะไร?
สิวข้าวสารหรือสิวเม็ดข้าวสารเป็นความผิดปกติของผิวที่มีลักษณะคล้ายสิว แต่แท้จริงแล้วเป็นถุงซีสต์ขนาดเล็กที่อัดแน่นไปด้วยเคราติน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเดียวกับผิวหนัง ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดหรือระคายเคือง แต่อาจส่งผลต่อความมั่นใจเนื่องจากทำให้ผิวไม่เรียบเนียน
สิวข้าวสาร กับ สิวหิน ต่างกันอย่างไร
สิวข้าวสาร (Milia)
- เป็นซีสต์ที่มีส่วนประกอบของเคราตินอยู่ภายใน
- มีขนาดเล็กประมาณ 1-2 มิลลิเมตร
- มีสีขาวคล้ายไข่มุก หรือสีเดียวกับผิวหนัง
- สามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิดถึงผู้ใหญ่
- อาจหายเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน
สิวหิน (Syringoma)
- เป็นเนื้องอกของท่อเหงื่อที่ไม่ใช่เนื้อร้าย
- มีขนาดประมาณ 1-3 มิลลิเมตร
- มีสีขาวขุ่นหรือสีเหลือง
- มักเกิดบริเวณรอบดวงตา โดยเฉพาะเปลือกตาล่าง
- มักเริ่มปรากฏในช่วงวัยรุ่นและขยายตัวเพิ่มในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
- มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและอายุที่เพิ่มขึ้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวเม็ดข้าวสาร
- การสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วและโปรตีนเคราติน (Keratin) ใต้ผิวหนัง
- การทำงานของต่อมไขมันที่ผิดปกติ
- การอุดตันของรูขุมขนและผิวหนัง
- ความเสียหายของผิวหนังจากการทำหัตถการหรือการบาดเจ็บ
- การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความมันเกินไป
- ผิวแห้ง ทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากขึ้นจนเกิดการอุดตัน
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
- โรคภัยบางอย่าง เช่น โรคตุ่มน้ำพองใส (Epidermolysis Bullosa) หรือโรคพอร์ไฟเรีย (Porphyria)
- การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน
- ปัจจัยทางพันธุกรรม
บริเวณที่มักเกิดสิวเม็ดข้าวสาร
- บริเวณรอบดวงตา โดยเฉพาะเปลือกตาบนและล่าง มักเกิดจากการระคายเคืองหรือการอุดตันจากเครื่องสำอาง
- แก้ม ส่วนใหญ่เกิดจากการอุดตันจากการใช้สกินแคร์ เครื่องสำอาง หรือวิธีบำรุงผิวที่ไม่เหมาะสม
- จมูก โดยเฉพาะบริเวณรอบรูจมูก
- หน้าผาก มักพบร่วมกับสิวประเภทอื่น ๆ เช่น สิวอักเสบและสิวอุดตัน
- ตามร่างกาย เช่น ลำตัว แผ่นหลัง แผ่นอก และแขน
ชนิดของสิวเม็ดข้าวสาร
- สิวข้าวสารแบบปฐมภูมิ : เกิดจากเคราตินที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด บริเวณเปลือกตา หน้าผาก และรอยพับจมูก สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ
- สิวข้าวสารแบบราบ : เกิดจากการติดเชื้อและเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด มักปรากฏบริเวณเปลือกตา แก้ม และพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
- สิวข้าวสารแบบแผลเป็น : เกิดจากการได้รับบาดเจ็บที่ผิวหนัง เช่น ไฟไหม้ การเสียดสี ทำให้ผิวหนังอักเสบและการทำงานของต่อมไขมันผิดปกติ
สิวข้าวสารมีวิธีรักษาอย่างไร
สิวข้าวสารสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ในบางกรณีที่เป็นมากหรือรบกวนความมั่นใจ อาจต้องรับการรักษาจากแพทย์ผิวหนัง โดยมีวิธีการรักษาหลัก ๆ ดังนี้
การใช้ยาเพื่อกำจัดสิวข้าวสาร
สามารถใช้ยามิโนไซคลีน (minocycline) ซึ่งเป็นยาช่วยลดการอักเสบ กำจัดเชื้อที่อาจทำให้เกิดสิวข้าวสารเรื้อรัง หรืออาจใช้ยาที่มีส่วนผสมของกรดไตรคลอโรอะเซติก (Trichloroacetic acid) ไอโซเทรติโนอิน (Isotretinoin) หรืออาซิเทรติน (Acitretin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิว ใช้รักษาสิวที่รุนแรง แต่จัดเป็นกลุ่มยาที่อันตราย และต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์
หากเป็นสิวข้าวสารนานเกิน 3 เดือน หรือมีสิวข้าวสารจำนวนมาก ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างถูกวิธี
เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Laser)
การเลเซอร์สิวข้าวสาร เป็นวิธีที่หมอส่วนใหญ่แนะนำ เพราะทำได้ง่าย เห็นผลจริง ขอบแผลเรียบสวย ไม่ต้องพักฟื้นนาน วิธีนี้จะเป็นการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวกลางในการทำให้เกิดแสงเลเซอร์ เพื่อใช้ทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นตื้น ๆ ที่มีความผิดปกติ สามารถตัดทำลายชิ้นเนื้อ ติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่เป็นส่วนเกินบนใบหน้าออกได้ โดยไม่ทำให้เลือดออก หลังทำอาจบวมแดงได้เล็กน้อย และมีแผลตกสะเก็ด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 1 สัปดาห์
การจี้สิวข้าวสารด้วยไฟฟ้า (Electrosurgery)
จะคล้าย ๆ กับการทำเลเซอร์ แต่จะใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้าไปบริเวณที่เป็นสิวข้าวสาร ความร้อนจากเครื่องไฟฟ้าจะทำลายเนื้อเยื่อ และทำลายเส้นเลือดในก้อนเนื้องอกให้ฝ่อลง มีข้อควรระวัง คือ หากตั้งค่าพลังงานสูงเกินไป อาจทำให้ผิวเกิดเป็นรอยไหม้ที่แผลได้ จึงควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
จี้สิวข้าวสารด้วยไอเย็น (Cryotherapy)
การจี้สิวข้าวสารด้วยไอเย็น เป็นการใช้ความเย็นจากไนโตรเจนเหลวกำจัดเนื้อเยื่อสิวข้าวสารที่ผิดปกติ ปัจจุบันวิธีนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะเกิดแผลค่อนข้างใหญ่ และมีโอกาสเกิดแผลเป็นค่อนข้างมาก
ผ่าตัดสิวข้าวสาร (Surgical Excision)
การรักษาสิวข้าวสารด้วยการผ่าตัด มักใช้วิธีนี้เฉพาะกับเนื้องอกสิวข้าวสารที่มีขนาดใหญ่ หรือไม่สามารถใช้วิธีอื่น ๆ รักษาได้แล้วเท่านั้น ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้วิธีนี้ เพราะแม้จะผ่าตัดนำสิวข้าวสารออกมาจากผิวหนังได้ทั้งหมด แต่ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจมีแผลเป็นหลังทำได้มากกว่าวิธีอื่น ๆ
วิธีป้องกันสิวข้าวสาร
- ดูแลรักษาความสะอาดใบหน้า : ล้างหน้าให้สะอาดเพื่อป้องกันการอุดตันรูขุมขนและลดการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
- หลีกเลี่ยงการนำมือสัมผัสใบหน้า : มือเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก การสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ อาจนำเชื้อโรคและทำให้เกิดการอุดตันได้
- สครับผิวอย่างเบามืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง : ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตัน
- หลีกเลี่ยงการใช้โลชันหรือออยล์บนใบหน้า : โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมัน ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : อาหารโปรตีนสูง ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ช่วยลดการเกิดสิวข้าวสาร
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เพิ่มออกซิเจนให้ผิว และเสริมระบบภูมิคุ้มกัน
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว : เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
- พบแพทย์ผิวหนัง : หากมีปัญหาสิวข้าวสารที่รบกวนความมั่นใจ ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม
สรุปบทความ
สิวข้าวสารและสิวหิน แม้จะมีลักษณะรอยโรคที่คล้ายกัน แม้จะมีชื่อเรียกว่า สิว แต่แท้จริงแล้วสิวทั้ง 2 ชนิดนี้จะไม่จัดว่าเป็น สิว ตามคำนิยามของ สิว และแม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายก็ตาม แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจ และความสวยงามได้ โดยส่วนใหญ่สิวทั้งสองชนิดนี้จะหายได้เองตามธรรมชาติ แต่สำหรับคนไข้บางรายก็อาจมีอาการของสิวเหล่านี้เรื้อรังได้
หากเป็นสิวเหล่านี้นานเกิน 3 เดือนแล้วยังไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการรักษาได้อย่างถูกต้อง อทิตาคลินิก มีแพทย์ที่มีประสบการณ์ในทุก ๆ ปัญหาผิว สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ในทุก ๆ สาขาของอทิตาคลินิก ทางเรายินดีบริการคุณเป็นอย่างดี และพร้อมให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

