รู้ก่อนทำ Juvelook ข้อเสีย อย่างไร เปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย Juvelook

ใครที่มองหาหัตถการที่ทำแล้วอยู่ได้นาน และช่วยทั้งเรื่องยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน คงมี Juvelook เอาไว้เป็นตัวเลือกหนึ่งอย่างแน่นอน แม้ว่านวัตกรรมจากเกาหลีตัวนี้จะเป็นที่นิยมไม่น้อยในปัจจุบัน แต่หลายคนอาจจะมีข้อกังวลกันอยู่ว่า Juvelook มีข้อเสียอะไรหรือเปล่า รวมถึงมีข้อดีอะไรบ้าง ใครที่เหมาะกับหัตถการนี้ ทาง Atita Clinic จะพาทุกคนไปเจาะลึกกัน พร้อมเปรียบเทียบทั้งข้อดีข้อเสียกัน
juvelook cons

เลือกอ่านหัวข้อ Juvelook ที่ต้องการได้เลย

ลงทะเบียนรับส่วนลดพิเศษ

Juvelook ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่า Juvelook ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง เนื่องจากสาร Biostimulator ตัวนี้มีสารประกอบทั้ง PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) และ HA (Hyaluronic Acid) จึงมีคุณสมบัติในการเติมเต็มผิวให้ชุ่มชื้น รวมถึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากผิวชั้นใน ทำให้ผิวตึง ริ้วรอยดูจางลง และเหมาะกับทุกสภาพผิว โดย Skin Booster ตัวนี้จะเหมาะกับคนที่กำลังกังวลในเรื่อง

  • คนที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนในผิว ให้ผิวดูกระชับมากขึ้น
  • คนที่ต้องการแก้ปัญหาริ้วรอยลึก ให้ดูจางลง
  • คนที่มีปัญหารูชุมขนกว้าง อยากให้ใบหน้าเรียบเนียนมากขึ้น
  • คนที่มีปัญหาใต้ตา อยากให้กระชับและดูสดใสขึ้น
  • คนที่มีผิวแห้ง อยากเติมความชุ่มชื้นให้ผิวมันวาว

Juvelook เหมาะกับใครบ้าง

หลังจากที่เรารู้กันแล้วว่า Juvelook ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ก่อนที่เราจะไปดูข้อเสีย Juvelook เรามาดูกันว่า Biostimulator ตัวนี้เหมาะกับใครบ้าง

  • คนที่คอลลาเจนในผิวเริ่มลดลง หรือคนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
  • คนที่มีผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ และต้องการให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น
  • คนที่มีปัญหารอบแดงจากสิว และต้องการให้ผิวกระจ่างใสมากขึ้น
  • คนที่ต้องการฟื้นฟูให้ผิวดูเด็กลง โดยไม่ต้องผ่าตัดและพักฟื้นนาน
  • คนที่มีต้องการแก้ปัญหาริ้วรอย ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาก ใต้ตา หรือร่องแก้ม
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ลงโดยที่ไม่ต้องผ่าตัด

ข้อดีของ Juvelook

ใครที่กำลังสนใจฉีด Juvelook อยู่ เราจะไปดูข้อดีของการทำหัตถการนี้กัน

  • มีส่วนผสมของ PDLLA และ HA ในตัวเดียวกัน จึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อผิวในระยะยาว รวมถึงช่วยลดริ้วรอยได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถฉีดได้เฉพาะจุกที่ต้องการแก้ไขบนใบหน้า
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้จากเซลล์ผิว มีความเป็นธรรมชาติ
  • สามารถย่อยสลายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป มีความปลอดภัยสูง
  • คงผลลัพธ์ได้นาน หากดูแลผิวได้เป็นอย่างดี
  • เป็นหัตถการที่เห็นผลได้ทันที

ข้อเสียของ Juvelook

มาถึง Juvelook กับข้อเสียกันบ้าง แม้ว่าจะมีประโยชน์กับเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและลดริ้วรอย แต่ก็ยังมีข้อพิจารณาบางส่วนเช่นกัน

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • จำเป็นต้องฉีดต่อเนื่องให้ครบ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • จำเป็นต้องฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อให้ได้ผลออกมาน่าพอใจ
  • ไม่เหมาะกับการยกกระชับกรอบหน้า เนื่องจากมีเนื้อค่อนข้างเบา
  • ไม่เหมาะกับคนที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

คำถามที่พบบ่อยเดี่ยวกับข้อเสีย Juvelook (FAQ)

อาจมีรอยบวมแดง บริเวณที่ฉีด ไปจนถึงอาการเขียวช้ำหรือรู้สึกตึงผิว แต่ผลข้างเคียงทั่วไป เช่น รอยช้ำหรือบวม จะหายไปภายใน 1-3 วัน
คนที่แพ้สาร HA หรือ PDLLA ซึ่งจำเป็นต้องแจ้งแพทย์และได้รับการประเมินก่อนที่จะทำหัตถการนี้
หลังจากฉีด Juvelook ไปแล้ว แพทย์อาจจะสังเกตอาการก่อนประมาณ 30 นาที ซึ่งความจริงแล้วอาจจะไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นเลย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที

บทสรุป รู้ก่อนทำ Juvelook ข้อเสีย อย่างไร

ใครที่กำลังพิจารณา Juvelook กับข้อเสียของหัตถการนี้ก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า Juvelook เหมาะกับใครบ้าง และมีข้อดีกับข้อเสียอย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ที่มีประสบการณ์ รวมถึงปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันไป หากใครที่กำลังสนใจฟื้นฟูใบหน้าด้วย Hybrid Biostimulator ตัวนี้ก็สามารถเข้ามาปรึกษากับ Atita Clinic เพื่อช่วยใบหน้าดูกระชับ ลดริ้วรอย และดูอ่อนเยาว์ลงได้ เพิ่มความสดใสให้ทุกคนได้มั่นใจอย่างเป็นธรรมชาติ

ฆสพ.สบส ๔๐๘๖/๒๕๖๗ ฆสพ.สบส ๓๐๗๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๔๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๖๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๕๖/๒๕๖๘

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save