แจกวิธีลบรอยแผลเป็น ให้คุณกล้าโชว์ผิวสวย เรียบเนียนได้อย่างมั่นใจ

แผลเป็น เป็นสิ่งที่ทำให้สาว ๆ รู้สึกไม่มั่นใจในการแต่งตัว ยิ่งถ้าเป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ หรือนูนขึ้นมาและอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเห็นได้ชัดอย่าง หลัง แขน หรือไหล่ ก็จะต้องพยายามหาเสื้อผ้าที่สามารถปิดรอยแผลเป็นเหล่านี้ได้ ซึ่งนอกจากรอยแผลเป็นเหล่านี้จะทำให้รู้สึกไม่มั่นใจแล้ว ยังสร้างความรำคาญใจจากอาการคันที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

แน่นอนว่าเมื่อรอยแผลเป็นที่อยู่บริเวณต่าง ๆ สร้างความรำคาญใจให้กับสาว ๆ ได้ขนาดนี้ Atita Clinic ก็ไม่พลาดที่จะรวบรวมวิธีลบรอยแผลเป็นที่เหมาะกับลักษณะของแผลเป็นแต่ละรูปแบบ พร้อมพฤติกรรมที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นมาแนะนำกัน สาว ๆ ที่อยากมีผิวสวย เรียบเนียน ไร้รอยแผลเป็นต้องห้ามพลาด!

รอยแผลเป็น เกิดจากอะไร

รอยแผลเป็นเกิดจากหลายสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังถูกทำลาย ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูของผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นรอยนูน รอยบุ๋ม หรือรอยที่มีสีผิดไปจากผิวปกติ

  • การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น หกล้ม ถูกของมีคมบาด หรือการผ่าตัด
  • สิว โดยเฉพาะสิวอักเสบที่เกิดการอักเสบรุนแรงและลึก
  • แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ที่ทำลายชั้นผิวหนังอย่างรุนแรง
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น สุกใส งูสวัด หรือแผลติดเชื้อแบคทีเรีย
  • โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคเรื้อนกวาง
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิว ที่อาจทำให้ผิวบางลงและเกิดแผลได้ง่าย
  • พันธุกรรม บางคนมีแนวโน้มที่จะเกิดแผลเป็นแบบคีลอยด์ได้ง่าย

รอยแผลเป็น มีกี่แบบ

รอยแผลเป็นมีหลายประเภทแตกต่างกันไปตามลักษณะการเกิด และการตอบสนองของร่างกายในกระบวนการฟื้นฟูผิว ซึ่งแต่ละแบบก็มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป การรู้จักประเภทของแผลเป็นจะช่วยให้เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้ อีกทั้งยังช่วยให้เข้าใจกระบวนการเกิดแผลเป็นมากขึ้น เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้แผลลุกลามจนเกิดเป็นแผลเป็นที่รุนแรงได้

  • แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scars) – เกิดจากการสร้างคอลลาเจนมากเกินไประหว่างการรักษาแผล ทำให้เกิดเป็นรอยนูนแต่จะอยู่ในขอบเขตของบาดแผลเดิม
  • แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scars) – คล้ายกับแผลเป็นนูน แต่จะลุกลามออกไปนอกขอบเขตของบาดแผลเดิม มักมีสีแดงหรือม่วง และอาจคันหรือเจ็บได้
  • แผลเป็นบุ๋ม (Atrophic Scars) – เกิดจากการสูญเสียเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นยุบตัวลง พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นสิว
  • แผลเป็นรอยยืด (Stretch Marks) – เกิดจากการยืดตัวของผิวหนังอย่างรวดเร็ว เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • แผลเป็นจากการผ่าตัด (Surgical Scars) – เกิดจากการผ่าตัด มักมีลักษณะเป็นเส้นตรงและอาจนูนหรือบุ๋มได้ขึ้นอยู่กับวิธีการเย็บแผล
  • แผลเป็นจากไฟไหม้ (Burn Scars) – มีลักษณะเฉพาะ อาจมีสีผิดปกติ ผิวหนังอาจหนาตัวและยืดหยุ่นน้อยลง

10 วิธีลบรอยแผลเป็น

รอยแผลเป็นอาจทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิต แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีวิธีการหลากหลายที่สามารถช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นได้ ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของแผลเป็น ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันไป

1. ทาครีมลดรอยแผลเป็น

ครีมลดรอยแผลเป็นเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับแผลเป็นที่เพิ่งเกิดขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์มักมีส่วนผสมของซิลิโคน วิตามินอี หรือสารสกัดจากหัวหอม ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดรอยแดง และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ควรทาเป็นประจำตามคำแนะนำบนฉลากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเห็นผล

2. เลเซอร์ลบรอยแผลเป็น

เลเซอร์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการลบรอยแผลเป็นหลายประเภท โดยใช้แสงพลังงานสูงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และช่วยปรับโครงสร้างผิวหนัง ทำให้แผลเป็นจางลง เลเซอร์มีหลายชนิด เช่น พิโค่เลเซอร์ เลเซอร์ฟื้นฟูผิว หรือเลเซอร์แฟรกชันแนล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและความลึกของแผลเป็น การรักษาอาจต้องทำหลายครั้งและควรปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม

3. การฉายรังสี

การฉายรังสีเป็นอีกทางเลือกสำหรับการรักษาแผลเป็นคีลอยด์ที่มีขนาดใหญ่หรือรักษายาก โดยการฉายรังสีจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนมากเกินไป ทำให้แผลเป็นยุบตัวลงและนุ่มขึ้น วิธีนี้มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดเอาแผลเป็นออกก่อนแล้วฉายรังสีเพื่อป้องกันการกลับมาของแผลเป็น อย่างไรก็ตาม การฉายรังสีมีข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่ต้องพิจารณา

4. ลอกผิวด้วยกรดจากผลไม้

การลอกผิวด้วยกรดจากผลไม้หรือ Chemical Peeling เป็นการใช้กรดอ่อน ๆ เช่น กรดกลัยโคลิก หรือกรดซาลิไซลิก เพื่อลอกเซลล์ผิวชั้นบนออก กระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่เรียบเนียนขึ้น วิธีนี้เหมาะกับแผลเป็นตื้น ๆ หรือรอยสิว การลอกผิวมีหลายระดับความลึก ตั้งแต่อ่อนไปจนถึงลึก ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกรดและระยะเวลาในการทิ้งไว้บนผิว

5. ฉีดฟิลเลอร์รอยแผลเป็น

การฉีดฟิลเลอร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับแผลเป็นประเภทบุ๋ม โดยใช้สารไฮยาลูโรนิกหรือฟิลเลอร์ชนิดอื่น ๆ ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณที่เป็นแผลเป็น เพื่อยกระดับผิวให้เรียบเสมอกัน ผลลัพธ์จะเห็นได้ทันทีหลังการรักษา แต่ไม่ถาวร มักอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ และอาจต้องฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์

6. เลเซอร์ IPL

เลเซอร์ IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้แสงพัลส์ความเข้มสูงในการรักษารอยแผลเป็นที่มีการเปลี่ยนสี โดยเฉพาะรอยแผลเป็นที่มีสีแดงหรือน้ำตาลเข้ม โดย IPL จะช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ การรักษามักต้องทำหลายครั้งห่างกันประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

7. Cryotherapy

Cryotherapy หรือการบำบัดด้วยความเย็น เป็นการใช้ไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำมากฉีดลงบนแผลเป็น เพื่อทำลายเซลล์ที่ผิดปกติและลดขนาดของแผลเป็น วิธีนี้เหมาะสำหรับแผลเป็นคีลอยด์และแผลเป็นนูน ซึ่งหลังการรักษา แผลอาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อย แต่จะค่อย ๆ ยุบลงและอาจต้องทำซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แผลเป็นยุบตัวลงอย่างมีประสิทธิภาพ

8. Pressure therapy

Pressure therapy หรือการรักษาด้วยแรงกด เป็นวิธีที่ใช้กันมานาน โดยเฉพาะสำหรับแผลเป็นจากไฟไหม้ โดยใช้อุปกรณ์กดทับบริเวณแผลเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการไหลเวียนของเลือด ทำให้แผลเป็นแบนลงและนุ่มขึ้น อุปกรณ์ที่ใช้มีหลายรูปแบบ เช่น ชุดรัด เสื้อผ้ากดแผลเป็น หรือแผ่นซิลิโคนกดทับ ซึ่งควรใช้อย่างน้อย 23 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาหลายเดือน

9. ผลัดผิวด้วย Microdermabrasion

Microdermabrasion คือการขัดผิวด้วยผลึกละเอียดที่พ่นออกมาจากเครื่อง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ วิธีนี้เหมาะกับแผลเป็นตื้น ๆ เช่น รอยสิว หรือรอยด่างดำ การรักษาไม่เจ็บปวดและไม่ต้องหยุดพักฟื้น ผิวอาจแดงเล็กน้อยหลังทำ แต่จะหายภายในไม่กี่ชั่วโมง การทำหลาย ๆ ครั้งจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนและมีสีสม่ำเสมอมากขึ้น

10. ผ่าตัดแผลเป็น

การผ่าตัดแผลเป็นเป็นทางเลือกสำหรับแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่หรือรักษายากด้วยวิธีอื่น แพทย์จะตัดแผลเป็นออกและเย็บปิดใหม่อย่างประณีต เพื่อให้เกิดแผลเป็นที่เล็กลงและสวยงามมากขึ้น ในบางกรณีอาจมีการย้ายผิวหนังจากส่วนอื่นมาปิดแผล (skin graft) หรือปรับโครงสร้างของผิวหนัง การผ่าตัดมีความเสี่ยงและต้องมีระยะพักฟื้น จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์อย่างละเอียด

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากมีแผลเป็น

  •  งดการแกะ หรือเกาแผล เพราะนอกจากจะทำให้เสี่ยงต่อที่แผลจะอักเสบและติดเชื้อแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นอีกด้วย
  • ไม่ควรปล่อยให้แผลแห้งตึง ดูแลแผลด้วยการทาโลชั่นให้แผลชุ่มชื้นอยู่ตลอด เนื่องจากแผลที่แห้งตึงจะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้มากกว่า
  • ไม่ทาครีมลดรอยแผลเป็นในช่วงแรก เพราะการทาครีมลดรอยแผลเป็นในช่วงแรกที่เกิดแผล จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นในอนาคตได้
  • ควรทานวิตามินซีเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อโปรตีนสำคัญที่ทำให้แผลสมานเร็วขึ้น
  • ควรทานอาหารกลุ่มธาตุเหล็กและสังกะสี โดยธาตุเหล็กจะทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณบาดแผล ทำให้แผลสมานเร็วขึ้น ส่วนสังกะสีจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในการผลิตเซลล์ผิวใหม่ และดูดซึมโปรตีนมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น

และทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับ 10 วิธีลบรอยแผลเป็นที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน รวมถึงพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากมีแผลเป็นที่ Atita Clinic รวบรวมมา สาว ๆ คนไหนที่มีรอยแผลเป็น และรู้สึกไม่มั่นใจในการใส่เสื้อผ้า ก็อย่าลืมนำข้อมูลเหล่านี้ไปลองใช้กันดู หรือหากต้องการปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรักษาแผลเป็นจากการศัลยกรรม แผลเป็นนูนหรือแผลเป็นคีลอยด์ที่กวนใจอยู่ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาที่ Atita Clinic ได้เลย! 

เพราะที่ Atita Clinic เรามีแพทย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี อบรมมาแล้วกว่า 14 ประเทศทั่วโลก รวมถึงได้รับรางวัลการันตีมากมาย ที่พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีลบรอยแผลเป็นที่เหมาะสมกับลักษณะรอยแผลเป็นของผู้เข้าใช้บริการ จึงมั่นใจได้เลยว่าจะได้รับบริการและคำแนะนำที่ดีที่สุด
CTA banner

ฆสพ.สบส ๔๐๘๖/๒๕๖๗ ฆสพ.สบส ๓๐๗๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๔๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๖๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๕๖/๒๕๖๘

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save