สาระน่ารู้

หน้าแก่ก่อนวัย ทำอย่างไรดี?

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองดูแก่กว่าอายุจริงหรือไม่? ปัญหา “อายุ 15 แต่หน้าแก่” เป็นความกังวลที่พบได้บ่อยในหมู่วัยรุ่น เมื่อกระจกสะท้อนภาพใบหน้าที่ดูโทรม มีริ้วรอย และขาดความสดใส แม้อายุยังน้อย ซึ่งสาเหตุอาจมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งไลฟ์สไตล์ พันธุกรรม หรือการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาหน้าแก่ก่อนวัย เพื่อให้คุณกลับมามีผิวที่สดใสและอ่อนเยาว์อีกครั้ง ทำความเข้าใจปัญหาผิวแก่ก่อนวัย ความแก่ของผิวเกิดจากการเสื่อมสภาพของ Collagen และ Elastin ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ทำหน้าที่ยึดโครงสร้างทุกเซลล์ผิว เมื่อสารเหล่านี้ลดลงหรือเสื่อมสภาพ ผิวจะขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และดูหย่อนคล้อย แม้ในวัยเพียง 15 ปี ก็สามารถเผชิญกับปัญหานี้ได้หากมีปัจจัยเสี่ยงหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยสัญญาณของผิวแก่มักเริ่มสังเกตได้จากความแห้งกร้าน ริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวที่ขาดความสดใส สาเหตุหลักที่ทำให้หน้าแก่เกินวัย อายุ 15 ก็หน้าแก่แล้ว แสงแดด – การโดนแดดเป็นประจำโดยไม่ป้องกัน ทำให้เกิด Photoaging ผิวคล้ำเสีย เกิดฝ้า กระ และริ้วรอยก่อนวัย อาหารหวาน/น้ำตาล – การทานของหวานเยอะทำให้เกิดปฏิกิริยา glycation ทำลายคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่น แม้อายุ 15 […]

หน้าแก่ก่อนวัย ทำอย่างไรดี? Read More »

เปรียบเทียบชัด! Sculptra vs Ulthera

เปรียบเทียบชัด! Sculptra vs Ulthera แบบไหนดีกว่ากัน?

การมีผิวหน้าเด็ก กระชับ เต่งตึง เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผิวหน้าย่อมเกิดความหย่อนคล้อย ริ้วรอย และขาดความยืดหยุ่น ทำให้หลายคนมองหาวิธีฟื้นฟูผิวที่ได้ผลจริง ซึ่งในปัจจุบันมีหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ การฉีด Sculptra และการทำ Ulthera ที่ช่วยฟื้นฟูผิวและทำให้หน้าเด็กลงได้ แต่ Sculptra กับ Ulthera อันไหนดีกว่ากัน? บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับทั้งสองหัตถการนี้อย่างละเอียดเพื่อช่วยในการตัดสินใจ Sculptra คืออะไร ฉีด Sculptra เป็นการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน ประกอบด้วยอนุภาคของ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำหน้าที่เป็น Collagen Stimulator ทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปตามวัย ช่วยให้ผิวเกิดความกระชับ เรียบเนียน เต่งตึง อิ่มฟู และมีความยืดหยุ่น ทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ กลไกการทำงานของ Sculptra Sculptra ทำงานโดยการฉีดเข้าสู่ชั้นผิวหนัง Subcutaneous ซึ่งเป็นชั้นไขมันที่อยู่ลึกลงไป หลังจากฉีด ตัวยาจะกระจายตัวไปทั่วชั้นผิว สาร PLLA จะไปเพิ่มปริมาณเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)

เปรียบเทียบชัด! Sculptra vs Ulthera แบบไหนดีกว่ากัน? Read More »

Sculptra ข้อเสีย ข้อดี มีอะไรบ้าง

ข้อควรรู้! Sculptra ข้อเสีย ข้อดี มีอะไรบ้าง

การฉีด Sculptra เป็นหนึ่งในวิธีการฟื้นฟูผิว สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก่อนตัดสินใจฉีด Sculptra เราควรทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสียให้ครบถ้วนก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับคุณ Sculptra คืออะไร? ฉีดขวดเดียวได้ไหม? Sculptra เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนในรูปแบบฉีดที่มีส่วนประกอบหลักคือ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวกระชับ อิ่มฟู และดูอ่อนเยาว์ขึ้น สำหรับคำถามว่าฉีดขวดเดียวได้ไหม คำตอบคือได้ แต่ในกรณีที่มีปัญหาผิวไม่มาก อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและยาวนาน กลไกการทำงานของ Sculptra Sculptra ทำงานโดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิว สาร PLLA จะไปกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน ทำให้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนชนิดที่ 1 เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผิวแน่นกระชับ เรียบเนียน และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผลลัพธ์จะค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นในระยะเวลา 1-3 เดือนหลังการฉีด Sculptra เหมาะกับใคร? ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ ผู้ที่มีริ้วรอยที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะริ้วรอยตามวัย

ข้อควรรู้! Sculptra ข้อเสีย ข้อดี มีอะไรบ้าง Read More »

Sculptra คืออะไร

Sculptra คืออะไร รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนฉีด อัปเดต 2025!

Sculptra ฉีดขวดเดียวได้ไหม? หากคุณกำลังมองหาวิธีฟื้นฟูผิวที่หย่อนคล้อย ขาดความกระชับ หรือมีริ้วรอย Sculptra อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่หลายคนยังสงสัยว่า Sculptra อันตรายไหม? จริง ๆ แล้ว Sculptra เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน บทความนี้จะรวบรวมทุกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Sculptra ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีด Sculptra คืออะไร? ทำงานอย่างไร? Sculptra เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulator) ที่มีส่วนประกอบหลักคือ Poly-L-Lactic acid (PLLA) ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย เมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิวหนัง สาร PLLA จะส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สร้างคอลลาเจนใหม่ โดยเฉพาะคอลลาเจนประเภทที่ 1 ซึ่งมีความสำคัญต่อความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว จากงานวิจัยพบว่า Sculptra สามารถเพิ่มคอลลาเจนได้มากถึง 66.5% ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวกลับมาแน่น เต่งตึง และดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ Sculptra แตกต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร? Sculptra และฟิลเลอร์มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ฟิลเลอร์เป็นการฉีดสารไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic

Sculptra คืออะไร รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนฉีด อัปเดต 2025! Read More »

ฟิลเลอร์งานผิว ตัวช่วยที่ทำให้ผิวฉ่ำวาว

อยากผิวสวยต้องรู้! ฟิลเลอร์งานผิว ตัวช่วยที่ทำให้ผิวฉ่ำวาว!

ใครที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น หรือมีริ้วรอยตื้น ๆ ต้องรู้จักกับ ฟิลเลอร์งานผิว เทรนด์ความงามมาแรงที่ช่วยให้ผิวกลับมาสดใส ฉ่ำวาว อิ่มน้ำอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องรอผลจากการทาครีมนานเป็นเดือน เพราะฟิลเลอร์งานผิวให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันทีหลังทำ ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นในระดับผิวชั้นลึก ทำให้ผิวเด้งกระชับและดูมีสุขภาพดี ฟิลเลอร์งานผิวคืออะไร? ฟิลเลอร์งานผิว คือการฉีดสารเติมเต็มที่มีส่วนประกอบหลักเป็นไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กพิเศษ เข้าไปในชั้นผิวหนังระดับตื้น เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นและปรับคุณภาพผิว แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปที่เน้นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของใบหน้า ด้วยคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ฟิลเลอร์งานผิวจึงช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน ผิวดูอิ่มน้ำ เปล่งปลั่ง และมีสุขภาพดีอย่างเห็นได้ชัด ฟิลเลอร์งานผิว ช่วยอะไรบ้าง? เพิ่มความชุ่มชื้น อิ่มน้ำให้กับผิวหน้า ลดเลือนริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ และร่องตื้น กระชับรูขุมขน ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ปรับสีผิวให้กระจ่างใส แลดูสุขภาพดี เติมเต็มหลุมสิวตื้น ๆ ให้เรียบเนียน ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรงขึ้น ปกป้องผิวจากมลภาวะและรังสี UV ฟิลเลอร์งานผิว เหมาะกับใคร? คนที่มีผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น

อยากผิวสวยต้องรู้! ฟิลเลอร์งานผิว ตัวช่วยที่ทำให้ผิวฉ่ำวาว! Read More »

หน้าไม่เท่ากัน เกิดจากสาเหตุใด

หน้าไม่เท่ากัน เกิดจากสาเหตุใด แก้ยังไง?

ปัญหาหน้าไม่เท่ากัน อาจทำให้คุณเสียความมั่นใจ หรือรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องถ่ายรูปหรือมองกระจก หลายคนพยายามหลบมุมกล้องหรือคอยหันข้างที่ดูดีกว่าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านความมั่นใจและการเข้าสังคม แต่ปัจจุบันมีวิธีการปรับแก้หน้าไม่เท่ากันหลายวิธี ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าสมมาตรและสมดุลมากขึ้น บทความนี้เราจะพาไปดูว่าปัญหานี้เกิดจากอะไรและมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง หน้าไม่เท่ากัน คืออะไร หน้าไม่เท่ากัน คือลักษณะของใบหน้าที่มีความไม่สมดุลของเนื้อเยื่อหรือโครงสร้างบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าทั้งสองข้างไม่สมมาตรกัน สังเกตได้จากการมองกระจกหน้าตรงหรือถ่ายรูปหน้าตรง เช่น ตำแหน่งของตาที่แตกต่างกัน คางเบี้ยว ปากเบี้ยว กรามใหญ่ไม่เท่ากัน หรือบางคนอาจมองเห็นได้ไม่ชัด แต่เมื่อลองเทียบสัดส่วนของใบหน้าทั้ง 2 ข้าง จะพบว่าไม่เท่ากันนั่นเอง ลักษณะและสัดส่วนใบหน้าที่ได้มาตรฐาน สัดส่วนใบหน้าที่ได้มาตรฐานและสวยงามตามหลักสัดส่วนทองคำบนใบหน้า (Face Golden Ratio) ควรมีลักษณะดังนี้ ส่วนบนของใบหน้า (ขอบไรผมถึงหัวคิ้ว) ส่วนกลางของใบหน้า (หัวคิ้วถึงปลายจมูก) ส่วนล่างของใบหน้า (ปลายจมูกถึงปลายคาง) ทั้ง 3 ส่วนควรมีสัดส่วนที่เท่ากัน แบบ 1:1:1 จึงจะถือว่าใบหน้ามีความสมดุลและสวยงาม สาเหตุของหน้าไม่เท่ากัน เกิดจากอะไร? หน้าไม่เท่ากัน สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ กรรมพันธุ์ : ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ การบาดเจ็บบนใบหน้า : การประสบอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า

หน้าไม่เท่ากัน เกิดจากสาเหตุใด แก้ยังไง? Read More »

ตาโหล เกิดจากอะไร แก้อย่างไรได้บ้าง

ตาโหล เกิดจากอะไร เบ้าตาลึก แก้อย่างไรได้บ้าง?

ปัญหา “ตาโหล” เป็นหนึ่งในความกังวลด้านความงามที่หลายคนประสบ ทำให้ใบหน้าดูโทรม เหนื่อยล้า ไม่สดใส แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม ลักษณะตาโหลมักพบได้บ่อยเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวัย 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ไขมันและคอลลาเจนใต้ผิวเริ่มลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตาโหล เบ้าตาลึกที่ส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพโดยรวม ตาโหล คืออะไร? ตาโหล หรือ Sunken eyes คือภาวะที่มีร่องลึกรอบดวงตา มองเห็นกระดูกเบ้าตาเป็นขอบชัดเจน ทำให้บริเวณรอบดวงตาดูบุ๋มลง เกิดเป็นเงาคล้ำ ในบางรายที่มีปัญหาตาโหลมาก อาจเห็นชั้นตาเป็นหลายชั้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง เหนื่อยล้า ไม่สดใส และส่งผลต่อความมั่นใจในการพบปะผู้คน ตาโหล มีลักษณะเป็นอย่างไร? เห็นขอบกระดูกเบ้าตาชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณใต้คิ้ว มีร่องลึกรอบดวงตา ทำให้เกิดเงา ดูหมองคล้ำ ผิวรอบดวงตาดูบุ๋มลง ทำให้มองเป็นตาโบ๋ ดวงตาดูลึกเข้าไปในเบ้าตา เห็นชั้นตาเป็นหลายชั้น ไม่ชัดเจน ใบหน้าดูเศร้า อิดโรย เหนื่อยล้าตลอดเวลา มองดูแก่กว่าอายุจริง ตาโหล เกิดจากอะไร? ตาโหล เบ้าตาลึก เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดคือการเสื่อมของไขมันและคอลลาเจนตามอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากพันธุกรรมที่มีโครงสร้างกระดูกเบ้าตาลึกตั้งแต่กำเนิด การเคยทำศัลยกรรมตาสองชั้นแล้วเอาไขมันออกมากเกินไป ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ตาโหล เกิดจากอะไร เบ้าตาลึก แก้อย่างไรได้บ้าง? Read More »

ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม

ไขข้อสงสัย! ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม

ปัญหาใต้ตาคล้ำ ตาลึกโบ๋ หรือถุงใต้ตา เป็นปัญหาที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและดูมีอายุมากขึ้น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นนาน และเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที ช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ลง แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม? จะอยู่ได้กี่เดือน? และควรเลือกฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี? บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจให้คุณหายสงสัยกัน ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากี่ cc ถึงจะเห็นผล ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ในการเติมเต็มใต้ตาขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคลและการประเมินของแพทย์ โดยทั่วไปปริมาณที่ใช้จะอยู่ระหว่าง 1-4 cc ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ 1 cc สำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาหนักและมีปัญหาหน้าแก้มทรุดด้วย แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคู่กับฟิลเลอร์บริเวณอื่น เช่น หน้าแก้ม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุของฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม? มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของฟิลเลอร์ ดังนี้ 1. ชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นมีลักษณะเนื้อที่แตกต่างกันตามเทคโนโลยีการผลิตและวัตถุประสงค์การใช้งาน ฟิลเลอร์ที่มีความหนาแน่นและคงตัวสูงจะสลายตัวช้ากว่าฟิลเลอร์ที่มีเนื้อละเอียด เช่น ฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดทดแทนกระดูกใต้ตาที่ทรุดตัวจะมีความคงทนมากกว่าฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดในชั้นผิวตื้น โดยทั่วไปฟิลเลอร์ใต้ตาจะอยู่ได้ประมาณ 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นที่ใช้ 2. การดูแลตัวเองหลังฉีด การดูแลผิวหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีผลต่ออายุการใช้งานของฟิลเลอร์อย่างมาก การดื่มน้ำมาก ๆ การหลีกเลี่ยงการนวดหรือกดทับบริเวณที่ฉีด การเลี่ยงความร้อน และการงดพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว เช่น สูบบุหรี่

ไขข้อสงสัย! ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม Read More »

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด จริงไหม

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด จริงไหม? วิธีลดความเสี่ยงที่ควรรู้!

การฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการปรับรูปหน้าและเติมเต็มริ้วรอย แต่หลายคนยังกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด” มีความเป็นไปได้หรือไม่ เพราะข่าวการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์และการฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ ก็มีให้เห็นในสื่อโซเชียลมีเดียมากมาย บทความนี้จะแนะนำข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการป้องกัน เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์กับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์คืออะไร? ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็มที่ช่วยแก้ไขปัญหาผิวบริเวณต่าง ๆ เช่น ริ้วรอย ร่องลึก และช่วยปรับรูปหน้าในบริเวณหน้าผาก ขมับ ใต้ตา ร่องแก้ม จมูก ปาก ให้ผิวดูอวบอิ่มและอ่อนเยาว์ ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีส่วนประกอบของ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในร่างกาย สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ และหากเกิดปัญหาก็สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดได้จริงไหม? การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จริง แม้จะพบได้น้อยมาก แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องตระหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแพ้ฟิลเลอร์หรือมีอาการแพ้สารต่าง ๆ ง่าย สาเหตุหลักเกิดจากการที่สารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงดวงตา ทำให้เกิดภาวะ Central Retinal Artery Occlusion (CRAO) ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงจอประสาทตา เซลล์ถูกทำลาย และนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้หากไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที สถิติและความเป็นไปได้ในการเกิดภาวะตาบอด จากรายงานการศึกษาพบว่า ทั่วโลกมีการฉีดฟิลเลอร์มากถึง 3.7 ล้านครั้งต่อปี แต่พบรายงานผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดเพียงประมาณ 40

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด จริงไหม? วิธีลดความเสี่ยงที่ควรรู้! Read More »

เทคนิคฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มทู่

เทคนิคฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มทู่ ลดรอยช้ำ เพิ่มความเป็นธรรมชาติ

การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในวิธีการปรับรูปหน้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเข็มทู่คืออะไร และทำไมแพทย์จึงเลือกใช้เข็มฉีดฟิลเลอร์แบบนี้? ปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์ได้พัฒนาเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ที่ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการใช้เข็มทู่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการฉีดโดนเส้นเลือด และลดอาการบวมช้ำหลังการทำหัตถการ ฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มทู่คืออะไร? เข็มทู่คืออะไร? เข็มทู่หรือที่เรียกในภาษาทางการแพทย์ว่า “Blunt Cannula” เป็นเข็มที่มีลักษณะพิเศษคือมีปลายกลมมน ไม่มีความคม มีความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ทำให้สามารถหลบเลี่ยงและป้องกันไม่ให้เข็มบาดเนื้อหรือแทงทะลุเส้นเลือดได้ การฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มทู่จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยเฉพาะในจุดที่มีเส้นเลือดเยอะ เช่น ใต้ตา ขมับ และแก้ม อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบวม เขียวช้ำอีกด้วย เปรียบเทียบเข็มทู่กับเข็มแหลม แตกต่างกันอย่างไร?   เข็มฉีดฟิลเลอร์ทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันในหลายมิติ ดังนี้ ลักษณะทางกายภาพของเข็มแต่ละแบบ เข็มทู่ – มีปลายเข็มลักษณะกลมมน ไม่มีความคม เวลาฉีดสามารถหลบเส้นเลือดได้ดี ควรเลือกใช้เข็มทู่ที่มีรูเปิดให้ฟิลเลอร์ออกอยู่ที่ปลายเข็ม เพื่อความแม่นยำในการฉีด เข็มแหลม – ปลายเข็มมีความคม สามารถแทงผ่านผิวได้ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ถึงชั้นกระดูก สามารถแทงทะลุผ่านเส้นเลือดได้ ความแม่นยำในการควบคุมทิศทางเข็ม เข็มทู่ – มีความแม่นยำน้อยกว่า แพทย์ต้องมีประสบการณ์ในการใช้เข็ม เพื่อให้แน่ใจว่าเข็มอยู่ในจุดที่ต้องการ และไม่สามารถแทงทะลุไปถึงผิวชั้นลึกได้ เข็มแหลม – การฉีดฟิลเลอร์เข็มแหลมจะมีความแม่นยำและสะดวกในการใช้งานมากกว่า สามารถแทงเข็มไปในผิวชั้นลึกหรือชั้นชิดกระดูกได้

เทคนิคฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มทู่ ลดรอยช้ำ เพิ่มความเป็นธรรมชาติ Read More »

ฆสพ.สบส ๔๐๘๖/๒๕๖๗ ฆสพ.สบส ๓๐๗๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๔๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๖๖/๒๕๖๘ ฆสพ.สบส ๓๐๕๖/๒๕๖๘

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save